เจอจนได้...
posted on 18 Nov 2009 15:41 by thaicannadians in Life
เล่าข้ามไปหน่อยค่ะ ว่าก่อนหน้าที่จะได้งานที่ไหม่ หลังจากตกงานจาก แบ็งค์ ช่วงนั้น เกิดเหตุการณ์ ซึนามิ พอดี เรามีเวลาว่าง ๆอยู่ และ อยากไปช่วยเป็นอาสาสมัคร พี่ที่ทำแผนกเดียวกัน พอจะรู้จักเบอร์ของคนที่ศูนย์ช่วยเหลือผุ้ประสบภัย เลยติดต่อให้เรามาอบรม และ ได้ไปเป็นอาสาสมัครที่ วัด ย่านยาว ภูเก็ต...โดยที่แอบหนีพ่อกับแม่ไป....
อยู่ที่นั่น 15 วัน เรียนรุ้อะไรมากมายค่ะ เห็นน้ำใจคนก็มาก เห็นเรื่องสะเทือนใจก็เยอะ... สภาพที่ออกทีวี มันไม่ได้ครึ่งของ ของจริงเลย เราไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรทั้งสิ้น...ตรงกันข้าม มีแต่ความรู้สึกอยากช่วยคน สงสารคน...และสะเทือนใจมาก แอบร้องให้ทุกวัน ไม่ใช่เพราะคิดถึงบ้าน เพราะสงสารคนอื่นๆ ที่ประสบภัย ต้องแอบร้องในที่มิดชิดด้วยนะ ไม่ให้คนอื่นเห็น เพราะถ้ามีใครคนหนึ่งที่เป็น อาสา ร้องให้ อาสาคนอื่นๆจะเสียกำลังใจทันที....
ยังจำได้ว่า ไปแอบหลังตู้คอนเทรนนอร์ แล้วร้องให้ ...จากเรื่องของคุณลุงคนนึง แก มาเดินอยู่ข้างรั้ววัดทุกวัน ท่าทางเหม่อลอย และ เนื้อตัวมอมแมมมาก เพื่อนๆอาสาเล่าให้ฟังว่า บ้านแกทั้งหมด 7 คน มีแกรอดคนเดียว ทั้งบ้านและลูกเมียพ่อแม่ ถุกน้ำพัดไปหมดต่อหน้าต่อตา..แกเลยช็อค และกลายเป็นคนสติไม่ค่อยดี เวลาที่แกมาเดินข้างรั้ว พวกอาสาจะเอาข้าวและอาหารให้แกทุกวัน น่าสงสารมากค่ะ เราคิดทบทวนเรื่องที่ผ่านมาในสิ่งที่เคยทำไม่ดีไว้กับพ่อแม่ แล้วมันเจ็บปวดมาก...วันนั้น จำได้ดีเลยว่า ร้องให้ ฮึกๆ เลยล่ะ ที่หลังตู้คอนเทรนเนอร์นั้น หลังจากสงบลงเลยรีบโทรหาแม่ ขอโทษที่หนีมาโดยไม่บอก พ่อแม่ก็ โกธรนะ และก็เป็นห่วง แต่ ทำอะไรไม่ได้แล้ว เราเลยอยู่ที่นั่นยาวเลยตลอด 15 วัน
วันแรกๆที่ไป งานหนักมาก... มันต่างกับใน ทีวี มากๆ อาสาเป็นร้อยๆคนที่อยู่ในวัด ทำงานหนักมาก เราไปวันแรกกับทางศูนย์ ก็โดนเลย ลงรถมาหมาดๆ ก็ถูกใช้ไปขนเครื่องดื่ม เพื่อเตรียมน้ำให้ทหารที่ถูกเกณฑ์มาช่วยงาน ราวๆ 150 คน วันนั้นแดดร้อนมาก ทหารที่ถูกเกณฑ์มาช่วย ต่อชั้นวาง ร่าง ให้ทันกับจำนวน แล้ววันนั้น ก็มีแต่ผู้หญิง อย่างเรา กับ เพื่อนอาสาอีก 2 คนที่วิ่งขนน้ำและ น้ำแข็ง เพื่อให้พอกับจำนวน 150 คน วันนั้นทั้งวัน เหนื่อยมากค่ะ ใช้แรงเยอะมาก รู้สึกตัวเองถึกแบบไม่เคยเป็นมาก่อน...ตกเย็นเลิกงานตอน 2 ทุ่ม กลับถึงห้องพักของ อาสารุ่นพี่ ก็หลับเป็นตาย แต่อยู่ที่นี่ดีค่ะ ปลอดภัย และมีอาหารอุดมสมบูรณ์มาก
ต่อมาวันที่ 2-3 ทางสภากาชาด ประกาศหาคนที่จะเข้าไปเป็นผู้ช่วยแพทย์ ด้านในวัด... เรารู้กันดีว่าด้านในวัดมีอะไร... เราเดินผ่านแถวๆนั้นพอดี และเสียงประกาสเรียกนานแล้วแต่ยังได้คนไม่ครบ เลยเลย อาสาเข้าไป ทีแรก เจ้าหน้าที่ต้องการแต่ผู้ชาย แต่พอดีคนขาด เราเลยได้เข้าไปแทน กลุ่มที่เข้าไปนี่ ชาย 4 หญิง 1 พอวันต่อมา เหลือแค่ หญิง 1 ...หลังจากนั้น เราได้ปลอกแขนของ กาชาด ที่จะมีแต่เฉพาะ หมอและพยาบาลที่ใส่เพื่อแสดงให้รู้ว่าเราอยู่แผนกไหน... จากนั้นเป็นต้นมา จนวันสุดท้ายที่อยู่ ก็ประจำแผนก "ชันสูตร" มาโดยตลอด...
ไม่เคยมีความกลัวหรือ ภาพหลอนอะไรเลยค่ะ กินข้าวอิ่ม นอนหลับ ไม่เจ็บไม่ป่วย แถมอยู่ดีกินดีสุดๆ พวก ชันสูตร จะมีเสื้อผ้าของตัวเอง..มีอาหารจำเพาะ สามารถหยิบเอาอาหารออกไปข้างนอกได้เท่าที่ต้องการ ส่วนมากเราจะมีถุงใส่ขนมเล็กๆห้อยติดตัวเอาไว้ ไม่ได้เอาไว้กินเอง...แต่เอาไว้แจกเด็กๆ เวลาที่ออกมาพักกินข้าว ด้านนอก เจอเด็กๆที่อยู่รอบๆวัด เราก็จะเอาขนมออกมาให้ จนคนจำได้ว่า อาสาคนไหนชอบแจกของ ...ของบริจาคเยอะมากค่ะ สูงท่วมหัว เราได้แต่อนุโมทนาขอให้คนเหล่านั้น มีแต่ความสุขจากของที่บริจาคมา เพราะมันช่วยคนได้เยอะจริงๆ
เพื่อนเยอะมากค่ะ ในแผนกชันสูตร...เราทำงานกันหนักมาก จากการ พรูฟ บอดี้ วันละ 500 กว่า บอดี้ เรียนรู้อะไรได้เยอะมากจากตรงนี้ ทั้งเรื่องการดูลักษณะโครงกระดูก... ดูอายุ จาก เนื้อเยื่อ วิธีการทำความสะอาด วิธีการผ่า... อีกมากมาย ส่วนมากจะทำงานติดตัวหมอตลอด หมอที่มาเป็นหมอจาก ศิริราช ซึ่งจะเห็น เด็กนักศึกษาแพทย์ เป็นกลุ่มๆ เดินตามอาจารย์ด้วย...แต่เรื่องที่ไม่ชอบมากๆก็คือ ดาราที่มาเป็นอาสา บางคนก็แสนดี...ทำงานหนักมากๆ แต่บางคนอันนี้เห็นกับตาเลย มาพร้อมนักข่าว และ มายืนถ่ายรูป หน้าทางเข้า ชันสูตร แถมชูสองนิ้วอีก มันสนุกนักหรือไงวะ...อย่าให้เอ่ยชื่อเลยว่าเป็นใคร สร้างภาพมากๆ เลยไม่แปลกใจว่าหลังจากนั้น ยายคนนี้จะเลิกกับแฟน และแฟนไปแต่งงานกับอีกคนซะงั้น...
อยุ่ที่นั่น เพื่อนชอบโทรมาถามว่า เออ ได้ข่าวว่า ผีดุ คนเค้าเจอกันทุกคน แกเจอมั้ย?....เราได้แต่ขำ เบื่อพวกข่าวที่ออกทีวีลวงโลก... ถ้าจะมีผี เราคงเป็นคนแรกๆที่เห็นก่อน เลยบอกเพื่อนว่า อย่าไปเชื่อ ข่าวที่ออก คนที่โดน หรือคนที่เห็น แสดงว่า คิดไม่ดี มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง...เราไม่เคยเจอเลย แถมมีแต่เรื่องดีๆ..เบื่อข่าวพวกนี้มากๆ...แทนที่จะออกข่าวให้คนมาช่วยกัน กลับทำให้คน (ที่คิดไม่ได้) กลัวและช่วยกันกระจายข่าวซะงั้น
ทุกๆวัน ตื่นแต่เช้า เข้าแผนกชันสูตร ทำงานจนเที่ยง ออกมาพักกินข้าว กลับเข้าไปใหม่ จนค่ำ อออกมาก็เอาของไปแจกเด็ก และ ชาวบ้านที่มารอข้างวัด นานๆเข้าก็เริ่มชิน กินมันข้างในเลย กับพี่ๆทั้งหลาย (บอดี้) พี่ท่านไหนที่เปื้อนโคลนเราก็เอาน้ำล้างให้สะอาด ท่านไหนที่เปื่อยๆหน่อยเราก็ ทำความสะอาดให้เรียบร้อย ทำไปก็คุยกับพี่ๆไปว่า เดี่๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้วนะ ... เราทำงานแข่งกับเวลาค่ะ ทุกวินาทีมีค่า และที่นั้น เราก็ได้รู้จักพี่ที่ดีอีกหลายคน ที่ช่วยเหลือเรื่องงานในอีกหลายปีต่อมา....
จำได้ดีที่สุดคือ เวลาที่เอาขนม และของไปแจก คนคนจะจำได้ไงว่า อาสาคนไหนเป็นคนไหน จำได้ว่าคนไหน ชอบแจกของ หรือถ้าเจอ ปุ๊บ สามารถขออาหารได้ คุณยายท่านนึง เราเอามาม่า 1 ลังและอื่นๆใส่ถุงมาให้แก แกยกมือไหว้ และอวยพรเรา ก่อนที่ คุณยาย จะอวยพร แกถามว่า "หนูมีแฟนหรือยัง" เราก็อายๆ แล้วก็บอกว่า ยังไม่มี แกเลยอวยพรให้ว่า "ขอให้มีความสุขความเจริญมากๆ ให้ได้คู่ที่ดี มีชีวิตที่ดีนะหนู" เรางี้ ปลื้มมาก น้ำตาแทบไหล ...คุ้มค่าที่มาจริงๆค่ะ รอยยิ้มของ เด็กๆและทุกๆคน มีค่ามากๆ....มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมได้เลยค่ะ...
เดี๋ยวค่อยเขียน สลับๆกันไปเนอะ
เขียน เรื่องตัวเองมาก็เยอะ เอาเรื่อง แฟน มาคั่นบ้างดีกว่านะคะ