เจอจนได้...

posted on 18 Nov 2009 15:41 by thaicannadians  in Life

เล่าข้ามไปหน่อยค่ะ ว่าก่อนหน้าที่จะได้งานที่ไหม่ หลังจากตกงานจาก แบ็งค์ ช่วงนั้น เกิดเหตุการณ์ ซึนามิ พอดี เรามีเวลาว่าง ๆอยู่ และ อยากไปช่วยเป็นอาสาสมัคร พี่ที่ทำแผนกเดียวกัน พอจะรู้จักเบอร์ของคนที่ศูนย์ช่วยเหลือผุ้ประสบภัย เลยติดต่อให้เรามาอบรม และ ได้ไปเป็นอาสาสมัครที่ วัด ย่านยาว ภูเก็ต...โดยที่แอบหนีพ่อกับแม่ไป....

 

อยู่ที่นั่น 15 วัน เรียนรุ้อะไรมากมายค่ะ เห็นน้ำใจคนก็มาก เห็นเรื่องสะเทือนใจก็เยอะ... สภาพที่ออกทีวี มันไม่ได้ครึ่งของ ของจริงเลย เราไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรทั้งสิ้น...ตรงกันข้าม มีแต่ความรู้สึกอยากช่วยคน สงสารคน...และสะเทือนใจมาก แอบร้องให้ทุกวัน ไม่ใช่เพราะคิดถึงบ้าน เพราะสงสารคนอื่นๆ ที่ประสบภัย ต้องแอบร้องในที่มิดชิดด้วยนะ ไม่ให้คนอื่นเห็น เพราะถ้ามีใครคนหนึ่งที่เป็น อาสา ร้องให้ อาสาคนอื่นๆจะเสียกำลังใจทันที....

 

ยังจำได้ว่า ไปแอบหลังตู้คอนเทรนนอร์ แล้วร้องให้ ...จากเรื่องของคุณลุงคนนึง แก มาเดินอยู่ข้างรั้ววัดทุกวัน ท่าทางเหม่อลอย และ เนื้อตัวมอมแมมมาก เพื่อนๆอาสาเล่าให้ฟังว่า บ้านแกทั้งหมด 7 คน มีแกรอดคนเดียว ทั้งบ้านและลูกเมียพ่อแม่ ถุกน้ำพัดไปหมดต่อหน้าต่อตา..แกเลยช็อค และกลายเป็นคนสติไม่ค่อยดี เวลาที่แกมาเดินข้างรั้ว พวกอาสาจะเอาข้าวและอาหารให้แกทุกวัน น่าสงสารมากค่ะ เราคิดทบทวนเรื่องที่ผ่านมาในสิ่งที่เคยทำไม่ดีไว้กับพ่อแม่ แล้วมันเจ็บปวดมาก...วันนั้น จำได้ดีเลยว่า ร้องให้ ฮึกๆ เลยล่ะ ที่หลังตู้คอนเทรนเนอร์นั้น หลังจากสงบลงเลยรีบโทรหาแม่ ขอโทษที่หนีมาโดยไม่บอก พ่อแม่ก็ โกธรนะ และก็เป็นห่วง แต่ ทำอะไรไม่ได้แล้ว เราเลยอยู่ที่นั่นยาวเลยตลอด 15 วัน

 

วันแรกๆที่ไป งานหนักมาก... มันต่างกับใน ทีวี มากๆ อาสาเป็นร้อยๆคนที่อยู่ในวัด ทำงานหนักมาก เราไปวันแรกกับทางศูนย์ ก็โดนเลย ลงรถมาหมาดๆ ก็ถูกใช้ไปขนเครื่องดื่ม เพื่อเตรียมน้ำให้ทหารที่ถูกเกณฑ์มาช่วยงาน ราวๆ 150 คน วันนั้นแดดร้อนมาก ทหารที่ถูกเกณฑ์มาช่วย ต่อชั้นวาง ร่าง ให้ทันกับจำนวน แล้ววันนั้น ก็มีแต่ผู้หญิง อย่างเรา กับ เพื่อนอาสาอีก 2 คนที่วิ่งขนน้ำและ น้ำแข็ง เพื่อให้พอกับจำนวน 150 คน วันนั้นทั้งวัน เหนื่อยมากค่ะ ใช้แรงเยอะมาก รู้สึกตัวเองถึกแบบไม่เคยเป็นมาก่อน...ตกเย็นเลิกงานตอน 2 ทุ่ม กลับถึงห้องพักของ อาสารุ่นพี่ ก็หลับเป็นตาย แต่อยู่ที่นี่ดีค่ะ ปลอดภัย และมีอาหารอุดมสมบูรณ์มาก

 

ต่อมาวันที่ 2-3 ทางสภากาชาด ประกาศหาคนที่จะเข้าไปเป็นผู้ช่วยแพทย์ ด้านในวัด... เรารู้กันดีว่าด้านในวัดมีอะไร... เราเดินผ่านแถวๆนั้นพอดี และเสียงประกาสเรียกนานแล้วแต่ยังได้คนไม่ครบ เลยเลย อาสาเข้าไป ทีแรก เจ้าหน้าที่ต้องการแต่ผู้ชาย แต่พอดีคนขาด เราเลยได้เข้าไปแทน กลุ่มที่เข้าไปนี่ ชาย 4 หญิง 1 พอวันต่อมา เหลือแค่ หญิง 1 ...หลังจากนั้น เราได้ปลอกแขนของ กาชาด ที่จะมีแต่เฉพาะ หมอและพยาบาลที่ใส่เพื่อแสดงให้รู้ว่าเราอยู่แผนกไหน... จากนั้นเป็นต้นมา จนวันสุดท้ายที่อยู่ ก็ประจำแผนก "ชันสูตร" มาโดยตลอด...

 

ไม่เคยมีความกลัวหรือ ภาพหลอนอะไรเลยค่ะ กินข้าวอิ่ม นอนหลับ ไม่เจ็บไม่ป่วย แถมอยู่ดีกินดีสุดๆ พวก ชันสูตร จะมีเสื้อผ้าของตัวเอง..มีอาหารจำเพาะ สามารถหยิบเอาอาหารออกไปข้างนอกได้เท่าที่ต้องการ ส่วนมากเราจะมีถุงใส่ขนมเล็กๆห้อยติดตัวเอาไว้ ไม่ได้เอาไว้กินเอง...แต่เอาไว้แจกเด็กๆ เวลาที่ออกมาพักกินข้าว ด้านนอก เจอเด็กๆที่อยู่รอบๆวัด เราก็จะเอาขนมออกมาให้ จนคนจำได้ว่า อาสาคนไหนชอบแจกของ ...ของบริจาคเยอะมากค่ะ สูงท่วมหัว เราได้แต่อนุโมทนาขอให้คนเหล่านั้น มีแต่ความสุขจากของที่บริจาคมา เพราะมันช่วยคนได้เยอะจริงๆ

 

เพื่อนเยอะมากค่ะ ในแผนกชันสูตร...เราทำงานกันหนักมาก จากการ พรูฟ บอดี้ วันละ 500 กว่า บอดี้ เรียนรู้อะไรได้เยอะมากจากตรงนี้ ทั้งเรื่องการดูลักษณะโครงกระดูก... ดูอายุ จาก เนื้อเยื่อ วิธีการทำความสะอาด วิธีการผ่า... อีกมากมาย ส่วนมากจะทำงานติดตัวหมอตลอด หมอที่มาเป็นหมอจาก ศิริราช ซึ่งจะเห็น เด็กนักศึกษาแพทย์ เป็นกลุ่มๆ เดินตามอาจารย์ด้วย...แต่เรื่องที่ไม่ชอบมากๆก็คือ ดาราที่มาเป็นอาสา บางคนก็แสนดี...ทำงานหนักมากๆ  แต่บางคนอันนี้เห็นกับตาเลย มาพร้อมนักข่าว และ มายืนถ่ายรูป หน้าทางเข้า ชันสูตร แถมชูสองนิ้วอีก มันสนุกนักหรือไงวะ...อย่าให้เอ่ยชื่อเลยว่าเป็นใคร สร้างภาพมากๆ เลยไม่แปลกใจว่าหลังจากนั้น ยายคนนี้จะเลิกกับแฟน และแฟนไปแต่งงานกับอีกคนซะงั้น...

 

อยุ่ที่นั่น เพื่อนชอบโทรมาถามว่า เออ ได้ข่าวว่า ผีดุ คนเค้าเจอกันทุกคน แกเจอมั้ย?....เราได้แต่ขำ เบื่อพวกข่าวที่ออกทีวีลวงโลก... ถ้าจะมีผี เราคงเป็นคนแรกๆที่เห็นก่อน เลยบอกเพื่อนว่า อย่าไปเชื่อ ข่าวที่ออก คนที่โดน หรือคนที่เห็น แสดงว่า คิดไม่ดี มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง...เราไม่เคยเจอเลย แถมมีแต่เรื่องดีๆ..เบื่อข่าวพวกนี้มากๆ...แทนที่จะออกข่าวให้คนมาช่วยกัน กลับทำให้คน (ที่คิดไม่ได้) กลัวและช่วยกันกระจายข่าวซะงั้น

 

ทุกๆวัน ตื่นแต่เช้า เข้าแผนกชันสูตร ทำงานจนเที่ยง ออกมาพักกินข้าว กลับเข้าไปใหม่ จนค่ำ อออกมาก็เอาของไปแจกเด็ก และ ชาวบ้านที่มารอข้างวัด นานๆเข้าก็เริ่มชิน กินมันข้างในเลย กับพี่ๆทั้งหลาย (บอดี้) พี่ท่านไหนที่เปื้อนโคลนเราก็เอาน้ำล้างให้สะอาด ท่านไหนที่เปื่อยๆหน่อยเราก็ ทำความสะอาดให้เรียบร้อย ทำไปก็คุยกับพี่ๆไปว่า เดี่๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้วนะ ... เราทำงานแข่งกับเวลาค่ะ ทุกวินาทีมีค่า และที่นั้น เราก็ได้รู้จักพี่ที่ดีอีกหลายคน ที่ช่วยเหลือเรื่องงานในอีกหลายปีต่อมา....

 

จำได้ดีที่สุดคือ เวลาที่เอาขนม และของไปแจก คนคนจะจำได้ไงว่า อาสาคนไหนเป็นคนไหน จำได้ว่าคนไหน ชอบแจกของ หรือถ้าเจอ ปุ๊บ สามารถขออาหารได้ คุณยายท่านนึง เราเอามาม่า 1 ลังและอื่นๆใส่ถุงมาให้แก แกยกมือไหว้ และอวยพรเรา ก่อนที่ คุณยาย จะอวยพร แกถามว่า "หนูมีแฟนหรือยัง" เราก็อายๆ แล้วก็บอกว่า ยังไม่มี แกเลยอวยพรให้ว่า "ขอให้มีความสุขความเจริญมากๆ ให้ได้คู่ที่ดี มีชีวิตที่ดีนะหนู" เรางี้ ปลื้มมาก น้ำตาแทบไหล ...คุ้มค่าที่มาจริงๆค่ะ รอยยิ้มของ เด็กๆและทุกๆคน มีค่ามากๆ....มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมได้เลยค่ะ...

โอกาศดีไม่ได้มีบ่อยๆ

posted on 16 Nov 2009 02:19 by thaicannadians  in Life

เอ็นทรี่ที่แล้วเขียนถึง แฟน ไปแล้ว เขียนต่อภาคชีวิตของตัวเองนะคะ เดี๋ยวค่อยเขียน สลับๆกันไปเนอะ

 

หลังจากที่ทำงานอยู่ใน บริษัทใหญ่ มานานกว่า 3 ปี จนประสบการณ์ชีวิตแก่กล้ามาก วันนึง เพื่อนรุ่นพี่ เชิญไปพบคุณพี่อีกคน ตอนนั้น เราไม่รู้ว่า คนๆนี้คือใคร รู้แต่ว่า เป็นเพื่อนของพี่เค้า พอมีโอกาศได้คุยกัน พี่ท่านนั้น อยากได้คนออกแบบ กราฟฟิค เจ๋งๆ ซักคน เลยเสนอตำแหน่งงานให้ ตอนแรกไม่รู้ว่า มันคือที่ไหน พอคุยไปคุยมาก็ตาลุกวาว... ธนาคาร ต่างชาติที่มีกิจการในไทย (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อไปแล้ว) ในแผนก e-commerce สมัยนั้น พึ่งเริ่มบูมในไทย

 

เป็นโอกาศที่ดีอีกครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ก็เสียดายที่ทำงานเก่า มันเป็นจุดเริ่มต้น ของอนาคตที่ดี และเพื่อนร่วมงานที่ดี แต่โอกาศ จะเข้าเป็นพนักงานแบ็งค์ก็แสนจะยาก (ยังไม่ลืมว่าตัวเองไม่มี ปริญญา)...เลยตัดสินใจ ออกจากที่ทำงานเก่า ด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง และเริ่มงาน เป็นพนักงานแบ็งค์ อันหรูหรา และเริ่มต้นด้วยเงินเดือน เกือบ 2 หมื่น (สมัยนั้นมันเยอะมาก)...

 

อนาคตสดใสสุดๆ ....รู้สึกภูมิใจมาก เราในวัย 24 ตอนนั้น ตัวพองมาก...เป็นพนักงานแบ็งค์ ทำงานก็สาย เลิกงานก็เร็ว แถมยังสวัสดิการดี...กินฟรี แทบทุกวัน ทั้งขนมและอาหาร เสริฟ์ถึงที่ สาเหตุที่กินดีอยู่ดี เพราะ หัวหน้าหาสวัสดิการมาให้ดีมากๆ ...เจ้านาย เป็นคนใจดี แต่เฉียบขาด งานเป็นงาน นอกเวลา ก็เล่นหัวกับลูกน้อง...เป็นช่วงที่ชีวิตมาความสุขมากอีกช่วงค่ะ ทุกอย่างมันดูดีไปหมด เหลืออย่างเดียว

  

ไม่มีแฟน....

 

เวลาผ่านไป ก็เพลิดเพลินในการงานมากๆ ไม่ได้กลับไปเรียนอีกเลย จนลืม ไปแล้ว...ไม่มีใครใส่ใจว่าเราเรียนจบหรือไม่ เจ้านายพอใจการทำงาน และ ไอเดียที่เราสร้างงานมากกว่า แต่ฉันใดฉันนั้น การที่ใช้แต่ความรู้เดิมๆโดยไม่ได้ศึกษาเพิ่มเติม มันก็ค่อยๆอิ่มตัว ทำงานด้าน กราฟฟิค มาจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง มาตั้งแต่เรียนปี 2 จนถึงตอนนั้น ก็เกือบ 6 ปี แล้ว ช่วงนั้น กราฟฟิค เริ่มบูม พร้อมๆ กับ e-commerce ที่สนับสุนนให้ทำทุกๆอย่าง ผ่านทางเน็ต เลยเริ่มค้นหาอะไรใหม่ๆทำบ้าง...

 

หลังจากที่ลองทำอะไรใหม่ๆหลายอย่าง เราในวัย 26 ก็ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ หนี้สินของที่บ้านก็ลดลงเยอะแล้ว เดิมทีเรามีหนี้อยู่เกือบ 10 ล้าน ตอนนี้ เหลือราวๆ 3 ล้านกว่าๆ ตลอด 6 ปีของการทำงาน มันสอนอะไรให้เยอะมากค่ะ แต่ส่วนมากจะโชคดีที่ได้คนสนับสนุนและ โอกาศที่ดี ดังนั้น ถ้ามีใครหยิบยื่นโอกาศให้ อย่ากลัวที่จะรับมันไว้นะคะ เพราะมันอาจจะไม่หวนกลับมาอีกเลยก็เป็นได้

 

ช่วงนั้น หลังจากที่ ภาระหนี้สิน เริ่มใลดลง เราก็เริ่มหันมาใส่ใจตัวเองบ้าง อยากมีแฟนจริงๆจังๆซักที แต่ไม่มีไอเดียเลยว่าจะเริ่มยังไง จะมองหาหนุ่มแบ็งค์ด้วยกัน ไม่ก็มีแฟน ก็แต่งงานไปจนหมด รู้สึกเหมือนห่างจากโลกนี้ไปนานแสนนาน... เลยได้แต่ หมกตัวอ่านหนังสือเหมือนเดิม อยู่กับตัวเองเหมือนเดิม และเริ่มเรียน ภาษาจีน เสริม พร้อมๆกับที่ต้องใช้ ภาษาอังกฤษ คู่กันมาโดยตลอด....ตอนนั้น เริ่มเหงาอีกครั้ง มันอาจจะทำงานสบายเกินไปมั้ง...เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี...แต่เหงาค่ะ เลยตั้งใจว่า เอาล่ะ ชั้นต้องหาแฟนให้ได้ก่อน อายุ 30...ต้องหาให้ได้.....หาให้ได้....

 

และแล้ว ชีวิตที่ทำท่าว่าจะสบายก็มีอันต้องเปลี่ยนอีกรอบ ลางร้ายเริ่มปรากฏ เหมือนเเกิด เหตุการณ์ "ควบกิจการ" เพราะ ธนาคาร แม่ในต่างประเทศเกิดล้มละลาย ซะงั้น....ตลกร้าย สำหรับพนักงาน เพราะตอนปีนั้น พนักงานถูก เอรี่รีไทร์ เป็นหมื่นๆคน เป็นข่าวดังมากในช่วงปีนั้น...เราแทบช็อค เมื่อเจ้านายบอกว่า แผนก e-commerce ต้องถูกยุบ มันเลวร้ายมากสำหรับเรา...เพราะไม่ทันตั้งตัวเลย พนักงานทั้งแผนก ยกเว้นคนที่ จบ ป.โท เลยยังได้ทำงานต่อ....พวก ป.ตรี และ เด็ก ม.6 อย่างเรา เลยมีอันต้องระเห็ดออกจาก แบ็งค์ ด้วยเหตุนี้

 

รู้สึกงงมาก ว่ามันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ยะ? อีกแล้วเรอะ...รู้งี้อยู่ที่เดิมก็ดี ป่านนี้เป็นผู้จัดการไปแล้ว ...แต่ ช่างเถอะค่ะ ได้แต่ทำใจ และออกมาหางานด้วยตัวเอง เป็นครั้งแรก ด้วยความที่ประวัติการทำงานดี.. เลยได้งานอีกที่นึงหลังจากนั้น ไม่นานนัก... เลยไม่มีโอกาศได้มุ่งมั่นหาแฟนอีกตามเคย เพราะมัวแต่บ้างาน พ่อแม่ก็ตกใจว่า เกิดอะไรขึ้นถึงได้ตกงาน....แย่ค่ะ รู้สึกเสียดายมากๆ แต่ก็ต้องทำใจค่ะ บางทีเราอาจจะยังไม่หมดเวรหมดกรรม...ต้องใช้กรรมต่อไป

 

และที่ทำงานใหม่นี้ เราก็ได้เจอ เค้าคนนั้น...แฟนคนแรก...ผู้ชายที่อายุน้อยกว่าเรา 4 ปี และเป็นคนเหนือ...ผิวขาว ตามที่หมอดูเคยทักไว้เป๊ะ...

อ่านตอนต่อไปค่ะ

ผู้ชาย มาจากไหน?

posted on 15 Nov 2009 13:38 by thaicannadians  in Life

ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านและ ฝากคอมเนต์นะคะ มีกำลังใจเขียนมากขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ น่ารักมากๆๆๆ เขียน เรื่องตัวเองมาก็เยอะ เอาเรื่อง แฟน มาคั่นบ้างดีกว่านะคะ

 

พอล เกิดที่ชุมชนชาวฝรั่งเศส ในเมืองเล็กๆ ที่ Espanola Ontario canada เมืองที่เงียบสงบ และ แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ชีวิต ในวัยเด็กของ พอล สนุกสนานกับทุ่งกว้างและธรรมชาติมากๆ พอล มี พี่ชาย สองคน และ น้องสาว หนึ่งคน เมื่อตอนที่เป็นเด็ก คุณพ่อของ พอล ทำงานที่นี ต่อมา คุณพ่อ พาครอบครัว ย้าย ไปทำงาน ที่ Thompson Manitoba และ ย้าย ไปยัง Espanola จนสุดท้าย ครอบครัวของ พอล ไปตั้งรกรากที่ Hamilton Ontario (ไก้ลๆ กับ Toronto) จนถึงบัจจุบันนี้

 

ชีวิตในวัยเด็กของ พอล เต็มไปด้วย สีสรร และ จินตนาการ ในเรื่องของ ธรรมชาติ จากการเดินทางบ่อยครั้ง ทำให้ พอล เรียนรู้สิ่งต่างๆจาก สถานที่ที่เดินทางไปได้มากมาย พอล เป็นคนมีพรสวรรค์ด้านศิลปะมาก และ เค้าก็ได้ใช้มันสร้างสรรค์โลกนี้ อย่างสวยสดงดงาม เมื่ออายุได้ 6 ขวบ พอล เริ่มต้นวาดรูปและเรียนศิลปะ อย่างจริงจัง แม้อายุยังน้อย แต่ พอล สามารถวาดรูปยากๆได้ สร้างความปละหลาดใจให้พ่อแม่ของเค้าไม่น้อย

 

ต่อมาเมื่อย่างเข้าวัยรุ่น พอล เข้าเรียน วิทยาลัย ศิลปะ ที่นั่น พอล ได้เรียนรู้เทคนิคมากมาย ได้ฝึกฝีมือ และได้สร้างผลงานมากมาย จนมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย... พอล เป็นคนที่มีพรสวรรค์ เรื่องการใช้สี โลกของเค้า เต็มไปด้วยสีสรร...มันสวยมากค่ะ...พอล ใช้ ฝีมือและจินตนาการของเค้า ระบายสีโลกนี้ได้อย่างวิจิตตระการตามากๆ ผลงานของเค้าหลายชิ้นงาน ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร และ เก็บไว้ในแกลเลอรี่

 

เราทั้งคู่ต่างชอบ ศิลปะ ชอบธรรมชาติ มีโลกส่วนตัวของตัวเอง ที่ต่างจากคนทั่วไป และเราเองต่างก็รู้ว่า เราเจอคนที่ใช่ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราพบกัน มันเป็นเรื่่อง โรแมนติคมากๆที่แทบจะไม่น่าเชื่อเลยว่า เราจะได้พบกัน หลังจากที่ พอล อายุได้ 20 กว่าๆ ตอนนั้น มหาวิทยาลัย ติดต่อให้ พอล ไปเป็นอาจารย์ประจำ ตั้งแต่นั้น พอล ก็เป็นอาจารย์สอนศิลปะมาตลอด 14 ปี จนกระทั่งแต่งงานครั้งแรก....

 

พอล อายุ มากกว่าเรา 18 ปี มันไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลยสำหรับเรา ตรงกันข้าม โลกของ พอล สวยงามเสมอ เค้าใจเย็น และ สุขุม มาก เป็นที่พึ่งทางใจให้เราได้เป็นอย่างดี และเค้าดูไม่แก่เลยซักนิด... เหมือนคนอายุ 30 ต้นๆ วัยรุ่นมากๆ พอล เป็นคนมีระเบียบวินัย และ สะอาดมาก ทำงานบ้านได้สารพัด และงาน ผู้ชายๆ อย่างพวกงานซ่อมแซม ต่างๆ เค้าก็ทำได้ดี ทำอาหารได้ มีอารมณ์ขัน ไม่ตกยุค เรื่อง อินเทรนด์ นี่ รู้ทุกอย่าง...สุดยอดมากๆ พอล มีดวงตาสีน้ำเงินสดใส ผมสีน้ำตาลอ่อน หล่อน่ารักแบบหนุ่ม แคนนาเดี้ยน....และ นอกจากจะชอบ ศิลปะ แล้ว  พอล ยังชอบ แด๊นซ์ มากๆ ไปเที่ยวกันทีไรนี่ แด๊นซ์กระจาย เรียกได้ว่า เล่นเอาเราอึ้งไปเลยเชียว

 

หลังจากที่ แต่งงานแล้ว พอล เปิดบริษัท รับงานของตัวเอง ที่ Kamloops บริษัทเปิดอยู่ได้ 6 ปี ก็โอนให้คนอื่นรับช่วงต่อไป พร้อมๆกับ ที่ พอล แยกทางจาก ภรรยา ของเค้า เราไม่เคยถามเค้าเลยว่า เพราะอะไรเค้าถึง แยกกัน พอล เคยบอกว่า เค้าทั้งคู่ไปกันไม่ได้เลย เรื่องความคิด เธอคนนั้น ไม่ชอบ ศิลปะ ไม่เข้าใจเป้าหมายของชีวิตเค้า...แม้จะอยู่ด้วยกัน แต่มันห่างไกลมาก เลยแยกกันและเป็นเเพื่อนกันดีกว่า ตอนนั้น พอล มีลูกสาว 2 คน และ ลูกชายเล็กๆที่น่ารักอีก 1 คน....

 

ชีวิตที่ดูเหมือนจะมีความสุขของ พอล กลับกลายเป็นชีวิตที่ราบเรียบอีกครั้ง... หลังจากแยกทางกับภรรยา พอล เดินทางไปทั่ว แคนนาดา เพื่อ ถ่ายรูปธรรมชาติ และ ทำธุรกิจ ในบริษัทแห่งหนึ่ง ในช่วงที่เป็น อาจารย์สอนในมหาลัย พอล ศึกษา ธรรมะ และเรื่องของการทำสมาธิ ของพุธศาสนา และเริ่มค้นหาคำตอบ ถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเค้ามานานแสนนาน ... พอล ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ นอนพักริมถนนบ้าง ในป่าบ้าง อยู่แบบสมถะ เพื่อเข้าใจในชีวิตให้มากขึ้น...แม้จะอยู่อย่างยากลำบาก พอล ก็ยังสร้างสรรค์งาน ศิลปะ ไม่เคยหยุด... ผลงานของเค้า มีชื่อเสียงมาก และ ได้รับการยอมรับในวงกว้าง

 

หลังจากนั้น 2 ปี พอล กลับมาที่ Kamloops อีกครั้ง พร้อมกับเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน...พอล ต้องการศึกษาเรื่องของ พุทธศาสนา ให้ถึงขั้นของการทำสมาธิขั้นสูงสุด พอล เดินทาง ไป ธิเบต เพื่อค้นหาคำตอบ และค้นพบอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับตัวเค้าที่นั่น จนทำให้เค้า ต้องมา....ที่นี่

 

"ประเทศไทย"

 

งานล่าสุดของ พอล ลายนี้ออกแบบเอง วาดเอง ลงสีเองทั้งหมด งานลงสีในห้องน้ำค่ะ

ิp
 
 
p
 

ติดตามอ่านตอนต่อไปนะคะ 

เพื่อน,งาน,ความอดทน

posted on 14 Nov 2009 13:28 by thaicannadians  in Life

หลังจากที่เจอเรื่องเลวร้าย พ่อแม่เริ่มทำใจได้บ้าง บ้านเราก็เริ่มมีเสียงหัวเราะกลับคืนมา
เราเองไม่ได้ กลับไปเรียนต่ออีก มุ่งมั่นทำงาน
อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พ่อแม่ก็โทษตัวเองเป็นระยะๆ
ที่ทำให้บ้านเราต้องลำบาก ถามว่าเราโกธร พ่อแม่มั้ย มันก็มีบ้างนะ ถ้าตอบว่า

เปล่า ...ไม่เลย ก็คงเป็นเรื่องโกหก แต่มันไม่มีประโยชน์เลยที่จะคิดแบบนั้น คนเราก็ต้องมีเวลาที่ผิดพลาดในชีวิตกันได้ นี่เป็นเรื่่อง เกินความคาดหมาย โกธรกันไป ก็เป็นทุกข์เปล่าๆ เลยได้แต่หวังว่า ซักวัน ชีวิตคงดีขึ้น มันคงไม่เป็นแบบนี้ตลอดไปซิน่า... อีกอย่าง ทุกเรื่องที่พ่อแม่ทำ ก็เพราะอยากให้เราสุขสบาย ไม่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะโกธรเคืองเค้า...

 

ทำงานมากว่า 2 ปี เวลาผ่านไปไวมาก สนุกกับงานและเพื่อนร่วมงานที่ดี บริษัทนี้มั่นคง ใหญ่โต และมีชื่อเสียงมาก เราเลยยังได้ภูมิใจว่า
อย่างน้อยเด็กไม่จบ ปริญญาตรี อย่างเรา

มีงานทำที่ดีกว่าเพื่อนร่วมรุ่นหลายๆคนมาก
เวลาที่ผ่านไป 2 ปี นั่น สอนอะไรให้เราเยอะมากก สอนเรื่อง ความประหยัด สอนเรื่อง วินัยในการทำงาน สอนเรื่่องทักษะชีวิต ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา

 

ช่วงนั้น เพื่อนที่สนิทกันมากๆก็ยังเป็นเพื่อนจากมัธยมเหมือนเดิม
เรียกมันว่า "เอส" แล้วกันนะ (คนเดียวกับที่เปลี่ยนแฟนบ่อยๆ) เราสนิทกันมาก แม้ว่าเราจะโตขึ้นมาในแบบของเราเอง บ้านของ เอส มีฐานะยากจน แต่มันเป็นคนมีพรสวรรค์ คือมันเป็นคนที่วาดรูปเก่งมากๆๆๆ คนที่มีพรสวรรค์ อย่างมัน ได้แต่ช่วยแม่ขายของด้วยรถเข็น สมัยที่บ้านเรายังร่ำรวย พ่อแม่เราช่วยส่งเสียค่าเรียนให้มัน มันเองพอเรียนจบ มัธยม ก็เข้า ม.ราม
แล้วก็เรียน แบบลุ่มๆดอนๆมาตลอด
จนมันไปเจอแฟนคนแรก ของมันที่ ม.ราม น่ะล่ะ

 

อีกคนที่สนิทมากๆคือ คนที่แต่งงานไปออสเตรเลีย และหย่าแล้ว
เรียกมันว่า "เอ็ม" แล้วกันนะ....คนนี้ชีวิตเหมือน ซินดอเลร่า มากๆ
เอ็ม ยากจน กว่า เอส อีก ชีวิตน่าสงสารมาก เอ็ม เป็นลูกของ เมียน้อย คนสุดท้องของ พ่อ เค้า ที่อายุมากแล้ว พอแม่คลอดเอ็มออกมา ก็ทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลแล้วหนีหายไป เอ็ม ถูกเลี้ยงมาด้วยมือของ แม่ใหญ่ และ บรรดาพี่ๆทั้งหลาย ชีวิตมันน่าสงสารมาก และสามารถเอาไปเขียนเป็นนิยายน้ำเน่าขายได้...

 

หลังจากที่ เอ็ม โตขึ้นมาแบบถูกคนโน้นเลี้ยงทีคนนี้เลี้ยงที ชีวิตมันก็ลำบากมากๆ ในกลุ่มเพื่อน 5 คนเราจะสนิทกับเพื่อน 2 คนนี้มากที่สุด โตมาด้วยกัน และช่วยเหลือกันมา เอ็ม ต้องทำงานบ้านสารพัด ทำงานที่ 7-11 เพราะไม่มีค่าขนม นอนในที่แคบๆ เพื่อนสองคนนี้ เป็นคนเก่งทั้งคู่ในความคิดเรานะ...เอ็ม เรียนภาษาอังกฤษเก่งมากๆ แม้จะถูกเลี้ยงมาแบบตามมีตามเกิด แต่มันกลับเป็นคนที่เรียนเก่งอย่างเกินความคาดหมาย แต่ เอ็ม เป็นคนที่ชอบ อะไรฝรั่งๆมากๆ แล้วมันก็ได้แต่งงานไปเมืองนอกจริงๆตามนั้น อย่าง ไม่น่าเชื่ออีกเช่นกัน....

 

หลังจากที่ เอส ได้เจอแฟนคนแรกของเค้าที่ ม.ราม ก็ค่อยๆห่างเราไป เราเองตอนนั้น เรียนหนักมาก เลยไม่ค่อยได้ติดต่อมันด้วยพักนึง เอส ย้ายไปอยู่กับแฟนที่บ้านของเค้า เราก็นึกว่ามันจะมีความสุขดี เพราะผู้ชายรวยมาก มีอิธิพล ในพื้นที่นั่น...แต่ฉันใดฉันนั้น มันไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย นอกจากเพื่อนจะถูกซ้อมตบตี แล้ว ยังถูก คุณย่า มหาภัย กดขี่....ชีวิตพวกมันน้ำเน่ามาก...ทั้ง เอส และ เอ็ม.... ชีวิตเราเองก็ใช่ย่อย....

นี่กะว่า ถ้า ผู้ชาย อนุญาต จะเอาชีวิตทั้งหมดเนี่ยะ ไปเขียนนิยาย ท่าจะขายดี อิอิ...

 

หลังจากที่ เอส ทนอยู่กับผู้ชายคนนี้ได้ เกือบ 5 ปี มันก็หมดความอดทน และหนีกลับมาอยู่บ้าน ระหว่างนั้น มันก็เรียนที่ ราม ไปด้วย จนจบ ปริญาตรี ที่ ม.ราม มันเลยเอาวุฒิไปสมัครงาน และ หนีไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะผู้ชายคนนั้น ตามหาตัวมันอยู่ คนๆนี้เป็นอะไรที่น่ากลัว อารมณ์รุนแรง และ ไร้เหตุผล...เราเองหลังจากรุ้ความจริงก็ภวนาให้เพื่อนรอดพ้นจากคนแบบนี้ออกมาได้ หลังจากนั้น เอส ก็เลยกลายเป็นคนที่ไม่เคยรักใครแบบจริงจังเลย...

 

มันเป็นคนคล่องแคล่ว ฝีปากดี...ผู้ชายเลยชอบมันเยอะมาก มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คบ คนนี้ ปี นึงบ้าง คนคนโน้น 2 ปีบ้าง มันจะล้อเราเสมอว่า "เมื่่อไหร่มรึงจะเอาใครซักทีเดี๋ยวแก่ตายก่อน" ในตอนนั้น เราในวัย 20 กว่าๆ ยังไม่เคยมีแฟนเลยซักคน เหมือนว่าทิ้งเรื่องนี้ไปจากชีวิตเลยก็ว่าได้ มุ่งมั่นทำงานมาก หนี้สินของบ้านเรามันค้ำคอ และได้แต่คิดว่าใครจะชอบผู้หญิงแบบเรา เรียบๆ ไม่หวือหวา เงียบๆ โลกส่วนตัวสูงมาก...แต่ในใจลึกๆ ก็เหงานะ ....แต่ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ส่วน เอ็ม หลังจากที่จบ มัธยม ก็เข้า ม.ราม เหมือนกัน เอ็ม เป็นคนเรียนเก่งมากๆ หัวมันดี มันดูน่าจะมีอนาคตมากๆ กับ เกียรตินิยม ที่ ราม วันนึง มันก็ไปสมัครเวปหาคู่ ซึ่งตอนนั้นเราแอนตี้มากๆ บอกแล้วว่า แอนตี้ฝรั่ง...หลังจากที่มันไปสมัคร ก็มีคนติดต่อมา เอ็ม เก่งภาษาอังกฤษมาก มันเลยได้เปรียบ ผู้ชายที่ติดต่อกลับมา เป็นชาว อินเดีย...แล้ว เอ็ม กับ ผู้ชายคนนั้น ก็เริ่มคุยกัน ....เราเห็นการติดต่อของ สอง คนนี้ตลอดเวลา ที่เค้าเริ่มคบกัน จนผู้ชายบินมาไทย เพื่อมาทำงานและ รับมันไปอยู่ด้วย...
 

 

ผู้ชายคนนี้ เป็นคนดีมากๆ คนนึงเท่าที่เราเคยเจอ ฐานะดี เรียนสูง และนิสัยดีมากๆเสียแต่ว่า เค้าไม่ใช่ ฝรั่ง ตามสเป็คเพื่อนเท่านั้น หลังจาก ที่ เอ็ม ย้ายไปอยู่กับผู้ชายคนนี้ เค้าก็ส่งเสียให้มันเรียน ม เอกชน แห่งหนึ่ง และส่งเสีย เอ็ม ทุกๆอย่าง จาก เด็กที่ชีวิตไม่มีอะไรเลย จนกลายเป็น คุณนาย และเรียนจบ ม เอกชน ที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ...บอกแล้ว ชีวิตมันน้ำเน่ามากๆๆๆๆๆๆ หลังจากที่แต่้งงานกับผู้ชายคนนี้มา 8 ปี ทั้งคู่ ก็ย้ายไปอยู่ ออสเตรเลีย ทำงานที่นั่น และ หย่ากันที่นั่น...

 

เหตุผลของเพื่อนคือ "กรู ไม่เคยรักเค้าเลยตั้งแต่ต้น และ ไม่ใช่สเป็ค" มันอาจจะดูเลวๆ ไปหน่อยสำหรับคนที่อ่านอยู่นะคะ ...เราได้แต่อึ้งๆ กับคำตอบของมัน...เพราะ ผู้ชายคนนี้ เป็นคนดีมาก คนนึงเท่าที่เราเห็น ให้เพื่อนทุกอย่าง ซื่อสัตย์ ขยัน...อะไรๆมันก็เป็นไปได้ค่ะ...ตอนนี้ เอ็ม อยู่ ออสเตรเลีย เป็น ซิตี้เซ่น ไปเรียบร้อย ส่วนเราเห็นชีวิตเพื่อนดีก็ได้แต่ ดีใจกับมันด้วยและเราก็ยังติดต่อกันอยู่เสมอค่ะ

ในที่สุดมันก็มาถึง

posted on 13 Nov 2009 12:43 by thaicannadians  in Life

หลังจากที่ ได้คำทำนายมาแบบนั้น ก็ซีดไปพักใหญ่ แทบไม่ใส่ใจเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยเลย และได้แต่สงสัยว่า ทำไมเราจะเรียนไม่จบนะ เรื่องผู้ชาย เราก็ไม่มี (ไม่เคยมีแฟนมาเลยตั้งแต่มัธยม) แล้วมันจะเป็นเรื่องอะไรไปได้? ตอนนั้น โกธร หมอดูด้วย ว่าทำไมทักเราแบบนี้ ไม่ได้สนใจเรื่องเนื้อคู่เลย ให้มาซะเยอะ

 

หลังจากที่กลับมากรุงเทพ ก็เปิดเทอมพอดี ปี 3 เทอม 2 มันเป็นอะไรที่ก้ำกึ่งมากจะว่าเป็นเด็ก ก็ยังเด็ก จะว่าเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ ก็เป็นผู้ใหญ่ ตอนนั้น งานล้นมือมาก เพื่อนๆก็หางานออกแบบมาให้ ชื่อเสียงดังไปถึงอีก เซค ในชั้นปี งานก็ไหลเข้ามา ดูดีมีอนาคตมากๆ แทบไม่เคยสนใจเรื่องผู้ชายเลย ตอนนั้นก็เลยลืมเรื่อง หมอดูไปซะ ไม่อยากคิดถึงอีก

 

สนุกกับชีวิตประจำวันมากๆ เพื่อนๆ อาจารย์ มหาลัย มันช่างเป็นสรวงสวรรค์โดยแท้ เพื่อนแต่ละคนเริ่มวางแผนชีวิตกันแล้ว บางคนก็อยากหางาน บางคนก็จะกลับบ้านไปทำกิจการ บางคนก็จะเรียนต่อ โท เลย บางคนจะไปเมืองนอก ตอนนั้น คำว่า "เมืองนอก" มันห่างไกล ชีวิตมากๆ ได้แต่ตลกกับคำทำนายที่ว่า จะไม่ได้อยู่เมืองไทย และก็เหมือนเดิม ยังบ้า จีน บ้า ศิลปะ เหมือนเดิม ไม่เคยสนใจ ภาษาอังกฤษ เลย ใน บรรดา วิชาที่เรียนได้ดีที่สุด ก็มี ภาษาอังกฤษ นี่ล่ะ เรียนได้ A ทุกเทอม แทบไม่เคยใส่ใจ แต่เรียนได้ดีโคตรๆ เพื่อนๆแซวว่า "มรึง ไม่ย้ายไปเรียนเอก อิ้ง ซะเลย ป่านนี้ได้เกียรตินิยมไปแล้ว" เราเรียน คณะบริหารฯ เอกคอม โท การตลาด (มันง่ายสุด) และเลือกเสรี ภาษาจีน ตอนนั้นออกจะแอนตี้ อะไรที่เป็น ฝรั่งๆซะด้วย ไม่รู้ทำไม หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ แต่ดันเป็นวิชาที่เรียนได้ดีที่สุดซะงั้น

 

จะว่าไป ต้องขอบคุณพ่อแม่ที่คอยเคี่ยวเข็ญ ให้อยู่แต่ในกรอบ พ่อแม่ เราเป็นคนหัวโบราณมาก และ โดยเฉพาะ พ่อ แอนตี้ จีน มากๆ หลายปีผ่านไปถึงได้รู้ความจริง ว่า ที่พ่อ แอนตี้ จีน เพราะ ย่า ที่เป็นคนจีน ทิ้งพ่อไปตั้งแต่พ่อยังเด็ก ไปแต่งงานใหม่ โดยไม่เคยกลับมาอีกเลย ปู่ ยากจนมากๆ ย่าเลยทิ้งไป พ่อเลยเกลียดอะไรที่เป็น จีนๆ มาก แม้มันจะดูไม่ค่อยมีเหตุผลก็ตาม พอมารู้ความจริงก็ยังรับไม่ค่อยได้ เพราะ มันเป็นเรื่องในอดีตที่เรากลับไปแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว ตราบใดที่เรายังเก็บไว้ในใจ ตัวเราเองนั่นล่ะที่เป็นทุกข์ที่สุด เลยได้แต่ นั่งดู พ่อแม่เป็นทุกข์กับ อดีต ของตัวเอง

 

ในหัวเราก็ไม่เคยชอบอะไรที่เป็น ฝรั่งๆ เลย ไม่ชอบโดยไม่มีสาเหตุ แล้วก็ อธิบายไม่ได้ด้วยว่าเพราะอะไรถึงไม่ชอบ มันอาจเกิดจากความอินดี้ ของตัวเองมั้ง ตั้งใจจะไปเมืองจีนหลังเรียนจบ และ ถ้าเป็นไปได้ จะหาแฟนเป็นคนจีนด้วย ตั้งใจว่า ถ้าชั้นจะไม่ได้อยู่เมืองไทย ชั้นก็จะอยู่ที่จีน ก็เลยเริ่มมองหาที่เรียนต่อใน จีน จากนั้น ก็ขึ้นปี 4 จนได้ ดูเหมือนจะลืมเรื่องคำทำนายไปจนหมดสิ้น ไม่ได้ใส่ใจ หรือทุกข์ร้อนอีกแล้ว เพราะมั่นใจว่าเรียนจบแน่ๆ อีกไม่นานก็จะได้ใส่ชุดครุย ได้ไปเมืองจีน

 

ตอนนั้น บ้านเรา รวยมาก พ่อซื้อรถใหม่ ทุกๆอย่างที่เราอยากได้ พ่อแม่บันดาลให้ได้หมด อยู่มหาลัย เป็น เสี่ย มากๆ เพราะมีเงินไปเรียน อาทิตย์ละ 4 พัน ตกเดือนละ หมื่นกว่าบาท แถมมีรายได้จากงานเสริมอีก สมัยสิบกว่าปีที่แล้ว เด็กมหาลัยได้เงินขนาดนี้ต่อเดือน มันเยอะโคตรๆ เราก็ใช้เงินแบบสะใจมากๆ แต่ไม่ได้ฟุ่มเฟือย ส่วนมากหมดไปกับการเลี้ยงเพื่อน เรียนมา 4 ปี เคยไปเที่ยวเทคกับเพื่อนแค่ สองหน เพราะเพื่อนเป็นกลุ่มไม่เที่ยว ผู้ชาย ก็ไม่เคยคบ มันเป็นชีวิตที่อยู่ในกรอบมากๆ โดยที่ไม่เคยรู้สึกเลยว่า วันนึง สิ่งที่เรามีอยู่นี่ มันอาจะหายไปทั้งหมด

 

เรื่องมันเริ่มจากเพื่อนพ่อคนนึงแนะนำ ผู้ชาย คนนึง มาติดต่อพ่อ คนๆนี้เป็นนายหน้าค้าที่ดินและ อีกหลายอย่าง เริ่มจากชวนพ่อลงทุนค้าที่ดิน พ่อจะได้รวยขึ้นไปอีก ตอนแรกพ่อไม่ได้ใส่ใจเพราะมัวแต่ยุ่งกับร้าน ต่อมาเพื่อนพ่อเป็นคนรับประกัน และพ่อก็มองเห็นว่าจะได้เงินมากมายจากการลงทุน พ่อเลยตัดสินใจร่วมลงทุนกับนายคนที่ว่านี้ เราไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแม่ทำอะไร เหมือนเราแยกออกจากโลกของพ่อแม่อยู่แล้ว

 

วันนึงหลังจากที่ พ่อเอาเงินแทบจะทั้งหมด ทรัยพ์สินอื่นๆ ที่เรามี มาลงทุนเพื่อซื้อที่ดิน นายคนนั้น ก็หายสาบสูญ เงินที่เรามีหลายล้านบาท ที่ดิน ร้านอาหาร เงินเก็บ ทุน ฯลฯ หายวับไปกับตา เหมือนความฝัน (ที่มันร้ายมากๆ) จากคนที่มีเงินมากมาย เหลือ ศูนย์ ในพริบตา พ่อกับแม่ แทบช็อค เพราะถูกหลอก เราเองไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย จนกระทั่งวันที่เกิดเรื่อง พ่อแม่ เป็นทุกข์มาก สิ่งที่สร้างมาเกือบ ยี่สิบ ปี หายวับไปในพริบตา หลังจากที่คดีความ สิ้นสุด ก็เรียกเอาทรัพย์สินกลับคืนมาไม่ได้ เพราะนายคนนั้น เอาไปขายต่อจนหมดสิ้น

 

มันเป็นอะไรที่ช็อคมาก ว่า บ้านเราจะไม่มีเงินอีกแล้ว จากเด็กที่เคยใช้เงินมือเติบแบบเรา เหลือเงินไปเรียนจากเงินเก็บของเราเอง ที่ต้องใช้แบบประหยัด ยังดีที่เรามีเงินเก็บมากพอควร เลยเอามาช่วยประคองร้านพ่อได้บ้าง พ่อแม่ หมดกำลังใจทำมาหากินไป พักใหญ่ๆ จากที่ไม่เคยมีหนี้ ก็มีหนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล มันรวมถึงเงินค่าเทอมของเราด้วย ตอนนั้น เราเสียใจมาก รู้สึกชีวิตพังทลายอีกรอบ ได้แต่คิดว่า มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ยะ เพื่อนๆที่ มหาลัย รู้ข่าวก็สงสารกันและช่วยเหลือตามที่จะช่วยได้

 

ความฝันที่ว่าจะไปเมืองจีน มันหายวับไปกับทรัพย์สินของพ่อแม่ มันเป็นอะไรที่บัดซบมาก คนที่หลอกบ้านเรา โดนคดีและติดคุกไป 10 ปี เค้าทำแบบนี้มาหลายราย เราได้แต่จำหน้าตาของคนๆนี้เอาไว้ มันเป็นอะไรที่เลวร้ายที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับครอบครัวเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบจากเรื่องนี้คือ

"ความโลภ เป็นต้นเหตุของความสูญเสียทั้งมวล"

 

เลยได้แต่ปลงและเริ่มรับงานออกแบบอย่างจริงจังเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียน ลำบากมากๆ แทบไม่ได้นอนพักเลย ไหนจะเรียน ไหนจะทำงาน สงสารตัวเอง ทั้งเจ็บ ทั้งอาย แต่พอมองดูพ่อแม่แล้ว น่าสงสารกว่า ช่วงนั้นบ้านเราเงียบมาก ไม่มีใครหัวเราะเล่นกันอีกเลย อีกเรื่องที่เราค้นพบคือ อย่างน้อยเราก็ได้พ่อแม่เรากลับคืนมา ได้นั่งกินข้าวพร้อมกัน ดูทีวี ด้วยกัน ได้เห็นน้ำตาซึ่งกันและกัน อย่างน้อยเรื่องเหล่านี้ มันก็สร้างกำลังใจให้เรา พ่อแม่ลูกได้มากโข ค่ะ

 

เหลืออีก 3 เทอม ที่จะจบ ปริญาตรี เทอมสุดท้ายต้องแก้ F ที่ติดไว้ ตั้งแต่ปี แรก 4 ตัว เวรกรรมตามมาหลอนไม่มีที่สิ้นสุดจากความโง่บัดซบของเราเอง แทนที่จะได้จบ 4 ปี กลายเป็น 4 ปีครึ่งซะงั้น เงินทองที่มีอยู่ก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ เงินส่วนมากหมดไปกับร้าน ที่ทำท่าจะไปไม่รอด พ่อแม่หมดกำลังใจมากๆ กิจการก็แย่ลงเรื่อยๆ จนต้องปิดไปในที่สุด พ่อแม่ รวมเงินก้อนสุดท้าย ดัดแปลงรถที่เรามี เป็นรถขายอาหารเคลื่อนที่ และเริ่มออกตระเวนขายของ ตัวเองเองก็ทำงานสุ้ชีวิตมากๆ ความหยิ่งที่มีหายไปจนหมด แม้แต่งานเสริฟ์อาหารก็ต้องทำ และตัดใจทิ้งเรื่องไปเมืองจีนไปโดยปริยาย อยากเรียนให้จบ จะได้มีงานดีๆทำซักที

 

วันนึง อาจารย์ที่คณะ เสนองานประจำมาให้ ตำแหน่ง programmer เพราะเห็นแววและฝีมือ บริษัทนี้ใหญ่โตมาก และจ้างในเงินเดือนที่สูง เราตอบตกลงทันที และ ย้ายมาเรียน ภาคค่ำ (ลงทะเบียน ภาคปรกติ แต่เรียน ภาคค่ำ) เหนื่อยมาก วิ่งรอก หลายอย่าง ในสมองมีแต่คำว่าหาเงิน ๆๆๆๆๆ เกรดออกมาเลยแย่ เพราะไม่สามารถแบ่งสมองได้เต็มที่ พักผ่อนน้อยด้วย มันเลยซ้ำร้ายเข้าไปอีก เพราะเทอมต่อมา ติด F อีก 2 ตัว เลยกลายเป็น ติด F ทั้งหมด 6 ตัว ตอนนั้นหมดกำลังใจเรียนแล้ว เลยตัดใจ มาทำงานและดร็อปเอาไว้ ได้แต่คิดว่า มันคงเป็นกรรมของเราเองถ้าพ้นช่วงนี้ไปได้ จะกลับมาเรียนใหม่ แล้วตั้งแต่นั้นก็ทำงานยาวจนเกือบปี ถึงได้กลับไปเรียนต่อ ซึ่งเพื่อนๆ ก็จบกันไปหมดแล้ว

 

พอกลับไปเรียนก็ไม่มีเวลาอีก เกรดออกเทอมสุดท้าย ไม่พอที่จะจบปริญญาได้ ถึงจะแก้ F ได้ทั้งหมดก็ตาม เหนื่อยมาก เลยตัดสินใจว่า ช่างมัน ตอนนี้หาเงินก่อน ไม่ตายจะกลับมาเรียนใหม่ เพราะตอนนี้หน้าที่การงานไปได้ดีมากๆ บริษัทใหญ่ เงินเดือนสูงพอเลี้ยงตัวเองและช่วยพ่อแม่ได้ ถึงแม้จะไม่จบปริญาตรี ก็ตาม

 

คิดถึงเรื่องคำทำนายมากๆ มันเป็นจริงตามนั้นเป๊ะๆ เราได้แต่นึกภวนาได้ชีวิตรอดพ้นไปได้ด้วยดี เด็กที่ไม่มี ปริญาตรี อย่างเรา อย่างน้อยก็ยังมีงานดี มันก็พอทำใจได้ประมาณนึงคิดถึง มหาลัย และเพื่อนๆมาก เสียดายที่ไม่ได้จบพร้อมกัน มาถึงตอนนี้ ก็ยังติดต่อกับเพื่อนๆอยุ่ค่ะ แต่ละคนก็มีชีวิต ดีบ้าง ร้ายบ้าง ตามแต่โชคชะตาของแต่ละคน

พรหมลิขิต

posted on 13 Nov 2009 01:49 by thaicannadians  in Life

เขียนติดลมมากๆ เหลือบดูนาฬิกา ตีหนึ่งกว่า เขียนอีก เอนทรี นึง แล้วจะไปนอนแล้วล่ะค่ะ

 

หลังจากที่อาศัยอยู่ในห้องแลปของคณะ จนฝีมือแก่กล้า ปี 2 ผ่านไปไวเหมือนโกหก ขึ้นปี 3 จนได้ เรียนแบบ ง่อยๆ มาตลอด พยายามมากกว่าคนอื่นๆ สองเท่า อาการปวดหัว ก็ทุเลาลง เหมือนเริ่มชินแล้ว ตอนอยู่ปี 3 ช่วง summer ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่ ประจวบ เพื่อกลุ่มนี้ซี้มาก เป็นเพื่อนใน เซค เดียวกัน หลังจาก กรำศึก มานาน ก็ถืงเวลาพักผ่อนซะทีก่อนจะกลับมาสู้ศึกในเทอมต่อไป

 

เรื่องนี้มันเป็นเรื่องบังเอิญมากๆ ที่บ้านเพื่อน มีหมอดูที่แม่นมากๆ เพื่อนๆชวนกันไปดู ก็เลยติดร่างแหไปกับเค้าด้วย เป็นคนเชื่อเรื่อง ดวง พอสมควรนะ แต่ไม่ถึงกับงมงาย หรือ ยึดเป็นหลัก เพื่อนๆพา ไปดู เพราะแต่ละคนก็อยากรู้อนาคตตัวเอง เหลือเวลาอีก ไม่นานเราก็จบเรียนจบกันแล้ว จำได้ว่า ไปดูหมอ เราเป็นคนสุดท้ายที่ ดู เอาดวงของตัวเองคนเดียวแล้วกันนะ

 

"จะเรียนไม่จบมหาลัย แต่ ได้งานดี ชีวิตดี หลัง 35 มีคนอุปถัมภ์ ไม่มีอดตาย จะเจอเนื้อคู่ ตอน อายุ 30 จะได้ลูกคนแรก ตอนอายุ 31 มีลูกทั้งหมด 5 คน เนื้อคู่เป็นคนดีมีศิลธรรม ผิวขาว ตัวสูงใหญ่ มาจากแดนไกล ทางเหนือ ไกลมากๆ ชีวิตนี้ จะไม่ได้อยู่เมืองไทย ที่นี่ไม่ใช่บ้าน แค่อาศัยมาเกิดเท่านั้น หลัง 35 จะรวยมาก อาจมีอุบัติเหตุใหญ่ ช่วงอายุ 29-30 ให้ระวัง แต่ถ้าผ่านไปได้ชีวิตจะดีและราบรื่น หมั่นทำบุญไว้มากๆ ทำบุญเก่ามาดี จะตายอย่างสงบ ไม่ทรมาณ"

 

ที่จำได้เพราะจดกลับมาด้วย ไม่รู้ทำไม แต่ใจไม่ค่อยดี เรื่องที่ว่าจะเรียนไม่จบนี่ล่ะ เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง หลายปีมานี้ มีแฟนก่อนหน้าที่จะมาเจอคนปัจจุบัน เป็นคนเหนือ ผิวขาว แต่เราก็ไปกันไม่รอด เราเองต่างรู้ในใจว่าเราไม่ใช่ สิ่งต่างๆตามคำทำนายมันก็เกิดขึ้นตามนั้น อย่างน่าอัศจรรย์มาก ....

 

...รวมถึง เรื่องที่เรียนไม่จบด้วย ทั้งๆที่ดูดีมีอนาคตมากๆ ติดตามตอนต่อไปนะคะ คืนนี้ไปนอนก่อนแล้วค่ะ